สาเหตุของความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุของความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว

11 สาเหตุของความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว

 

1.ขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก แต่ถ้าขาดการออกกำลังกาย ไม่ขยับร่างกายหรือขยับร่างกายน้อย เซลล์สลายกระดูกก็เพิ่มจำนวนและทำงานมากขึ้น

 

2. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งหญิงและชาย ทำให้เซลล์สร้างกระดูกมีจำนวนลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนเซลล์สลายกระดูกยังคงทำงานได้ตามปกติหรืออาจทำงานมากขึ้น จึงทำให้กระดูกบางและพรุนในที่สุด

 

 

3. สูบบุหรี่เพราะสารพิษในควันบุหรี่ลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ กระดูกจึงขาดอาหารจากขาดเลือดได้อีกด้วย

 

 

4. กระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากความหนาแน่นของมวลกระดูกผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง อีกทั้งผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เนื้อกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

 

5. การเสพติดแอลกอฮอล์ หรือดื่มชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก เพราะแอลกอฮอล์และกาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก และยังเป็นสาเหตุทำให้ขาดสารอาหาร (การดื่มกาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ 3 แก้ว ส่วนแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 หน่วยดื่ม ซึ่งเทียบเท่าแอลกอฮอล์สุทธิ 30 มิลลิลิตร)

 

 

6. พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัว ได้แก่ บิดา มารดา พี่สาวหรือน้องสาว เป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน โดยพบว่าพันธุกรรมส่งผลต่อค่าเฉลี่ยมวลกระดูกสูงสุด (Peak bone mass) ถึง 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือจะขึ้นอยู่กับลักษณะในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย[2] ผู้ที่มีพันธุกรรมที่ดีจะสามารถสร้างมวลกระดูกได้สูง แต่ในขณะที่บางคนจะมีมวลกระดูกได้สูงสุดภายใต้เพดานที่จำกัดไว้เท่านั้น ถึงแม้จะพยายามพัฒนาอย่างไรก็ขึ้นสูงสุดได้ไม่มากเท่าคนที่มีพันธุกรรมที่ดี

 

7. การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก เพราะกรดฟอสฟอริกที่ทำให้เกิดฟองฟู่ในน้ำอัดลมจะทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป (ทำให้มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนเป็นอันตรายต่อชีวิต

8. การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการรับประทานโปรตีนมากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

9. การใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาสเตียรอยด์ (มีผลกดการสร้างกระดูกใหม่ ลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ และเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย), ยากันชักบางชนิด (เช่น Barbiturates, Carbamazepine, Phenytoin มีผลทำให้เกิดภาวะพร่องวิตามินดี ลดการดูดซึมของแคลเซียม และการทำงานของฮอร์โมนพาราไทรอยด์เพิ่มขึ้น), ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ (การใช้เกินขนาดจะยับยั้งขบวนการดูดซึมฟอสเฟตในร่างกาย ทำให้เกิดฟอสฟอตในเลือดต่ำ มีผลทำให้กระดูกผุ), ยากดภูมิคุ้มกัน, ยารักษามะเร็ง, ยากลูโคคอร์ติคอยด์, ยาเฮพาริน (กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด), ยาขับปัสสาวะ (เช่น ฟูโรซีไมด์) เป็นต้น หากจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้เป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

10. โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพซึ่งรวมถึงโรคที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน, โรคไทรอยด์เป็นพิษ, ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน, โรคเบาหวาน, โรคคุชชิง (Cushing syndrome), โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคเนื้องอกของต่อมใต้สมอง, โรคระบบต่อมเพศทำงานน้อยผิดปกติ, โรคลำไส้อักเสบ, โรคไต, ต่อมหมวกไตทำงานน้อยผิดปกติ, ต่อมเพศทำงานน้อยผิดปกติ, โรคตับเรื้อรัง, โรคปวดข้อรูมาตอยด์, โรคมะเร็ง (เต้านม เม็ดเลือดขาว ต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอ็มเอ็ม หรือมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma)), โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

11. ภาวะขาดสารอาหารสำหรับการสร้างกระดูกซึ่งอาหารสำคัญของการสร้างกระดูกก็คือ โปรตีน แคลเซียม และวิตามินดี ซึ่งผู้สูงอายุมักขาดสารอาหารเหล่านี้ โดยปกติร่างกายจะมีกลไกที่ทำงานประสานกันระหว่างแคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone) เพื่อรักษาสมดุลของกระดูก ถ้าร่างกายขาดแคลเซียมจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยหรือจากการที่ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดการสลายกระดูกมากขึ้น และถ้าร่างกายขาดวิตามินดี การดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ก็จะแย่ลง ส่งผลให้มีการสร้างมวลกระดูกน้อยลง อีกทั้งยังทำให้ฮอร์โมนพาราไทรอยด์หลั่งออกมามากขึ้นอีกด้วย จึงทำให้เกิดการสลายกระดูกเพิ่มขึ้น เป็นวงจรต่อเนื่องเช่นนี้จนเกิดโรคกระดูกพรุนในที่สุด

 

การป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุด

คือการทำให้กระดูกมีความแข็งแรง ถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มทำตั้งแต่วัยเยาว์ โดยการเสริมสร้างมวลกระดูกให้มีค่าความหนาแน่นสูงสุดในช่วงก่อนอายุ 30 ปี (หากพ้นวัยนี้ไปแล้วร่างกายจะไม่สามารถสะสมเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นได้แล้ว เนื่องจากกระบวนการสลายตัวของกระดูกจะเกิดขึ้นมากกว่าการสร้าง เราจึงทำได้เพียงแค่รักษาเนื้อกระดูกที่มีอยู่ไม่ให้ลดไปจากเดิม) เพื่อสะสมต้นทุนให้กระดูกแข็งแรงและมีคุณภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่ต่อไป ลดโอกาสที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหัก หลังจากความหนาแน่นของมวลกระดูกเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ เราควรเสริมแคลเซียมให้เพียงพอเพื่อทดแทนการสลายของมวลกระดูกและรักษาเนื้อกระดูกที่มีอยู่ เพราะเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยสูงอายุ มวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ

1.ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนตามที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน เช่น หญิงวัยหมดประจำเดือน, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ๆ, ผู้ที่มีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น

2.ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ทุกวันในปริมาณที่พอเหมาะที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูงควรรับประทานให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะจากการวิจัยพบว่า คนไทยได้รับแคลเซียมเฉลี่ยเพียง 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ความเป็นจริงจำเป็นต้องได้รับมากกว่านั้น (สาเหตุที่คนไทยไม่เป็นโรคกระดูกพรุนกันมาก ทั้ง ๆ ที่ได้รับแคลเซียมน้อย เชื่อว่าเป็นเพราะลำไส้ของคนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 85 มียีนที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมแคลเซียม จึงดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าคนต่างชาติ รวมไปถึงการรับประทานโปรตีนและเกลือแกงของคนไทยก็น้อยกว่าคนต่างชาติ และจากการได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมากกว่า จึงทำให้คนไทยดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น การขับถ่ายแคลเซียมออกทางปัสสาวะจึงน้อยลง) ซึ่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนยแข็ง เต้าหู้แข็ง กุ้งแห้ง ปลาที่กินได้ทั้งกระดูก (เช่น ปลาไส้ตัน) ถั่วแดง งาดำคั่ว ผักสีเขียวเข้ม (เช่น คะน้า ใบชะพลู) เป็นต้น

3.สำหรับคนไทยซึ่งมียีนที่ควบคุมการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้เล็กได้ดีกว่าชาวตะวันตกและได้รับแสงแดดที่ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้ตลอดทั้งปี จะมีความต้องการปริมาณแคลเซียมน้อยกว่าชาวตะวันตก โดยมีคำแนะนำให้คนไทยบริโภคแคลเซียมตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 9-18 ปี ควรบริโภคแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 19-50 ปี ควรบริโภคแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • อายุมากกว่า 50 ปี ควรบริโภคแคลเซียมวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ควรบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อสะสมมวลกระดูกไว้ให้มาก ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกระดูกพรุนได้ดีกว่าการเสริมแคลเซียมหลังอายุ 30-35 ปีไปแล้ว เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างมวลกระดูกหนาแน่นสูงสุดไปแล้ว
  • เด็กและวัยรุ่นควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุให้ดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเป็นประจำ ซึ่งจะทำให้ได้รับแคลเซียมร้อยละ 50 ของปริมาณที่ต้องการ ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดอยู่ให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่น ๆ
  • แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด คือ นม และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากนม รองลงมาคือ ปลาเล็กที่กินทั้งกระดูก กะปิ ในขณะแคลเซียมจากผักจะดูดซึมได้ไม่ดีนัก เนื่องจากปริมาณของสารไฟเตตและออกซาเลตในผักบางชนิดจะรบกวนการดูดซึมของแคลเซียม
  • ผู้ใหญ่บางคนที่มีข้อจำกัดในการดื่มนม เช่น เป็นเบาหวาน อ้วน มีภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ให้เลือกรับประทานเนยแข็ง นมพร่องมันเนย หรือนมเปรี้ยวแทน หรือบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้มากขึ้น
  • หากไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมได้มากพอ ให้รับประทานยาเม็ดแคลเซียมแทนหรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

4.หมั่นรับแสงแดด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างกระดูกได้ ในบ้านเราคนส่วนใหญ่จะได้รับแสงแดดเพียงพออยู่แล้ว นอกจากคนที่อยู่แต่ในบ้านตลอดเวลา ก็ควรจะออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าหรือยามเย็นบ้าง สักวันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน แต่ถ้าต้องอยู่แต่ในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด อาจรับประทานวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 IU ก็ได้ แต่ต้องรับประทานหลังอาหาร เพราะในช่วงนั้นจะสามารถกระตุ้นกรดในร่างกายในกระเพาะอาหารให้หลั่งออกมาย่อยแคลเซียมได้

5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต้านน้ำหนัก (Weight-bearing) เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การเดินสลับวิ่ง การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก เต้นรำ รำมวยจีน การยกน้ำหนัก บาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น รวมไปถึงการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างกำลังกล้ามเนื้อ (Muscle strengthening) อย่างการเล่นกล้ามและการฝึกการทรงตัว เช่น การยืนด้วยขาข้างเดียว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นและกระดูกมีความแข็งแรงทั้งแขน ขา และกระดูกสันหลังแล้ว ยังช่วยเพิ่มความแข็งของกล้ามเนื้อและช่วยทำให้การทรงตัวดีขึ้นอีกด้วย (จากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายจะต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เช่น การออกกำลังกายอย่างมากพอเป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมงใน 1 สัปดาห์ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 1 ปี จึงจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้)